คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญกับ โรงพยาบาลเซกา ร่วมยกระดับการจัดการศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ตอบโจทย์ความท้าทายของสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ โรงพยาบาลเซกา
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน โดย ผศ.ดร.ชเวง สารคล่อง รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตสกลนคร ผศ.ดร.เพ็ญศิริ ดำรงภคภากร คณบดีคณพยาบาลศาสตร์ และ แพทย์หญิงณภัทร สิทธิศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเซกา ลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การลงนามความมือครั้งสำคัญนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมพัฒนาและส่งเสริมการจัดการศึกษา การร่วมวิจัยและบริการวิชาการ การรับใช้สังคม และร่วมพัฒนาองค์กรทั้งสองหน่วยงาน โดยมีคณะผู้บริหารและบุคลากรของทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นพยานในการตกลงความร่วมมือในครั้งนี้
“โรงพยาบาลเซกา เป็นโรงพยาบาลชุมชน ระดับ S+ ตามเกณฑ์ SAP ขนาด 130 เตียง มีอาคารให้บริการผู้ป่วยทั้งสิ้นจำนวน 8 หลัง ให้บริการทั้งผู้ป่วย OPD และ IPD มีประชากรในเขตรับผิดชอบ อำเภอเซกา 80,244 คน และอำเภอใกล้เคียง นอกจากการพัฒนาบริการทางด้านการแพทย์แล้ว โรงพยาบาลยังมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรทั้งด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร องค์ความรู้ และเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน” แพทย์หญิงณภัทร สิทธิศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเซกา กล่าว
แพทย์หญิงณภัทร สิทธิศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเซกา ยังกล่าวเสริมอีกว่า “โรงพยาบาลของเรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบุคลากรพยาบาลที่มีคุณภาพ ความรู้และเทคโนโลยีที่เรามีจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางวิชาชีพให้กับนักศึกษา และเป็นการเตรียมความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศเพื่อรับมือกับจำนวนผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในอนาคต”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เพ็ญศิริ ดำรงภคภากร คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ กล่าวว่า “ก่อนอื่นขอชื่นชม ท่านผู้อำนวยการฯ ที่มีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรของท่านผู้อำนวยการ คณะผู้บริหาร และบุคลากรของโรงพยาบาลฯ ซึ่งเห็นเป็นประจักษ์ตามที่ท่านได้กรุณาพาเยี่ยมชมโรงพยาบาลในวันนี้ ความร่วมมือกับโรงพยาบาลเซกา จะช่วยให้นักศึกษาของเราได้รับประสบการณ์จริงในการปฏิบัติงานในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนของการดูแลผู้ป่วย การบูรณาการความรู้ทางวิชาการเข้ากับการปฏิบัติงานจริงในโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญจะช่วยผลิตบัณฑิตพยาบาลมีทักษะเป็น ‘นักปฏิบัติ’ (Hands-on) และมี ‘ความพร้อมใช้’ (Work-Ready) ทันทีที่สำเร็จการศึกษา”
ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการ พัฒนาคุณภาพบัณฑิตพยาบาล ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ระบบสุขภาพของประเทศมีความยืดหยุ่นและยั่งยืนในการดูแลประชากรสูงวัยอย่างมีคุณภาพต่อไป


